Big Tech กับความย้อนแย้ง: เมื่อมาตรฐาน C2PA อาจเป็นแค่ฉากหน้าในยุคที่ AI Slop ครองเมือง
เจาะลึกความจริงใจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในการต่อสู้กับ 'AI Slop' ท่ามกลางผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจทำให้มาตรฐานการยืนยันตัวตนคอนเทนต์ล้มเหลว
ในช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นภาพแปลก ๆ บนหน้าฟีดโซเชียลมีเดียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพเหตุการณ์ปลอมที่ดูเหมือนจริง หรือคอนเทนต์ขยะที่สร้างโดย AI เพื่อดึงดูดความสนใจ หรือที่เรียกกันว่า AI Slop คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Big Tech) มีความจริงใจแค่ไหนในการจัดการกับปัญหานี้ หรือพวกเขากำลัง "มือถือสาก ปากถือศีล" ผลิตเครื่องมือสร้างขยะดิจิทัลในขณะที่บอกว่ากำลังพยายามกวาดล้างมัน
ความพยายามของ Adam Mosseri และทางออกที่ชื่อ C2PA
Adam Mosseri หัวหน้าทีม Instagram ได้ออกมาแสดงความกังวลว่า ความสมจริงกำลังกลายเป็นสิ่งที่สามารถคัดลอกได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งมันทำลายเสน่ห์ของครีเอเตอร์ที่เคยมอบความจริงใจให้กับผู้ชม ทางออกที่เขาเสนอคือการใช้ระบบ C2PA (Coalition for Content Provenance and Authenticity) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2021 โดยความร่วมมือของ Adobe Microsoft และ Intel
หลักการของ C2PA ไม่ใช่การไล่ตรวจจับว่าอะไรคือของปลอม แต่เป็นการยืนยันว่าอะไรคือของจริง ผ่านการฝัง Metadata หรือข้อมูลทะเบียนราษฎร์ดิจิทัล ลงในไฟล์ตั้งแต่ตอนกดชัตเตอร์หรือระหว่างการตัดต่อ เพื่อบอกว่าใครเป็นผู้สร้าง สร้างเมื่อไหร่ และผ่านกระบวนการ AI มาหรือไม่
เมื่อมาตรฐานยังห่างไกลจากความสมบูรณ์
แม้จะมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google Meta OpenAI และ TikTok ตบเท้าเข้าร่วม C2PA แต่ในความเป็นจริง ระบบนี้ยังมีช่องโหว่ขนาดมหึมา ไม่ว่าจะเป็น
1. ความซับซ้อนที่ผู้ใช้เข้าไม่ถึง: ทุกวันนี้คนทั่วไปยังต้องมองหาป้ายกำกับด้วยตนเอง ซึ่งมักจะถูกซ่อนอยู่ในเมนูที่ซับซ้อน หรือต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจสอบ
2. ความไม่เสถียรของระบบ: ข้อมูล C2PA สามารถหลุดหายไปได้ง่าย ๆ ทั้งจากการจงใจลบหรือความผิดพลาดทางเทคนิค
3. การบังคับใช้ที่ล้มเหลว: แพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn และ TikTok ยังคงประสบปัญหาในการติดแท็กเนื้อหาที่มี Metadata ให้ถูกต้อง
4 . ความสับสนของ AI Label: Meta เคยถูกวิจารณ์อย่างหนักหลังจากไปแปะป้าย "Made with AI" ลงบนภาพถ่ายจริงของช่างภาพ จนต้องเปลี่ยนชื่อป้ายเป็น AI info ที่มีขนาดเล็กลงและสังเกตได้ยากขึ้น
ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ แพลตฟอร์มทรงอิทธิพลอย่าง X (Twitter) ได้ถอนตัวออกจากกลุ่ม C2PA ไปแล้วหลังจาก Elon Musk เข้าซื้อกิจการ ทำให้ X กลายเป็นแดนเถื่อน ที่ข่าวปลอมจาก AI สามารถแพร่กระจายได้อย่างอิสระโดยไม่มีการตรวจสอบใด ๆ ทั้งสิ้น อย่างที่ชาว X คงจะได้เห็นผ่านตากันไปบ้างครับ
ผลประโยชน์ทับซ้อน
ประเด็นที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือความย้อนแย้งทางธุรกิจ ในขณะที่บริษัทเหล่านี้รณรงค์เรื่องการติดป้ายกำกับ AI แต่พวกเขาก็ยังคงเร่งผลิตเครื่องมือสร้าง AI Slop ออกมาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น
1. OpenAI มีรายได้หลักจากการขายแพ็กเกจให้ผู้คนมาใช้ AI สร้างภาพและวิดีโอ (Sora) ในปริมาณมหาศาล
2. YouTube ออกกฎควบคุมเนื้อหาปลอม แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างฟีเจอร์ AI ให้ครีเอเตอร์ใช้ผลิตวิดีโอได้เร็วขึ้น
3. Meta กำลังเตรียมเก็บเงินค่าสมาชิกพรีเมียมสำหรับการใช้งาน AI ขั้นสูงบน Facebook และ Instagram
นอกจากนี้ Ben Colman CEO ของ Reality Defender ชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มเหล่านี้อาจจะไม่ได้ต้องการกำจัด AI Slop จริง ๆ เพราะคอนเทนต์ที่สร้างความโกรธแค้นหรือความแปลกประหลาด มักจะดึงดูด Engagement ได้ดีกว่าคอนเทนต์ปกติ ยิ่งผู้คนอยู่บนแพลตฟอร์มนานขึ้น บริษัทก็ได้รายได้จากค่าโฆษณามากขึ้นไปด้วย
สู่ยุค Dead Internet Theory
เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกที่ Adam Mosseri เรียกว่าเป็นโลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มาพร้อมความกังขา (Infinite abundance and infinite doubt) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎี Dead Internet ที่เชื่อว่าในอนาคต เนื้อหาเกือบทั้งหมดบนโลกออนไลน์จะถูกสร้างและโต้ตอบโดยบอตและ AI จนไม่เหลือร่องรอยของมนุษย์จริง ๆ
เพราะแม้แต่ Google เองที่เคยเป็นที่พึ่งในการค้นหาความจริง ปัจจุบันยังเริ่มนำ AI มาสรุปเนื้อหาแทนหัวข้อข่าวจริง ซึ่งหลายครั้งก็ให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่มีคุณภาพ
ความสำคัญของการเท่าทันเทคโนโลยี
สุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีการยืนยันตัวตนอย่าง C2PA หรือการใส่ลายน้ำดิจิทัลอย่าง SynthID ของ Google อาจเป็นเพียงเครื่องมือกู้หน้า ที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ตราบใดที่แรงจูงใจทางธุรกิจยังคงขัดแย้งกับหลักจริยธรรม
เพราะฉะนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลังของ AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโปรแกรมเมอร์อีกต่อไปแล้วครับ แต่มันคือทักษะการเอาตัวรอดพื้นฐาน ในโลกที่ความจริงถูกบิดเบือนได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง เราจำเป็นต้องพัฒนาวิจารณญาณให้สูงขึ้น เพื่อที่จะสามารถคัดกรองข้อมูล และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างมีชั้นเชิง ในวันที่ Big Tech อาจจะไม่ได้เป็นผู้ปกป้องเราจากขยะดิจิทัลที่พวกเขาเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง